มุมมองปี 2550 ปีแห่งความยากลำบาก
สวัสดีครับ ช่วงปลายปีผมจะเขียนกระทู้เกี่ยวกับมุมมองของการลงทุนในปีต่อไป ปีนี้เขียนช้ากว่าปีก่อนๆ หน่อยนะครับ
ตั้งแต่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 800 จุดในปี 2546 ที่ผ่านมา ปี 2547-2549 การเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหุ้นเป็นไปในทิศทางที่ไม่สู้ดีนัก โดยดัชนี ณ ปลายปี 2549 ก็ปิดทำการที่ 680 จุด และปัจจุบันดัชนีก็อยู่ที่ 628 จุด ซึ่งเห็นได้ว่า หากใครนำเงินไปซื้อกองทุน Index fund หรือกองทุนรวมทั่วๆ ไป ผลตอบแทนหากไม่นับส่วนลดหย่อนภาษีก็คงจะไม่สู้ดีนัก รวมไปถึงการนำเงินไปซื้อหุ้น big cap ไม่ว่าจะเป็นหุ้นธนาคาร ไฟแนนซ์ อสังหาฯ หุ้นพลังงานประเภทโรงกลั่น ปิโตรเคมี สื่อสาร รับเหมาก่อสร้าง ฯลฯ หลายๆ ตัวก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงราคาเท่าไหร่ในช่วงปี 2547-2549
แต่ในปี 2547-2549 คงถือว่าเป็นช่วงเวลาเบ่งบานของการลงทุนแบบ VI ซึ่งหุ้นที่มีขนาดกลางและเล็กจำนวนไม่น้อยที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนค่อนข้างสูง การลงทุนที่เน้นการเลือกหุ้นเฉพาะตัวที่มีพื้นฐานดีและมีการเติบโตกลับให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดพอสมควร ดังนั้นหากมองจากมุมภายนอกจากบุคคลที่ไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นโดยมองในแง่ดัชนี ก็อาจจะคิดว่าการลงทุนในหุ้นในระยะ 3 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนไม่ดี แต่หากมองในมุมของ VI ก็พบว่าในภาวะตลาดที่ไม่ดีก็มีโอกาสการลงทุนอยู่มากพอสมควรครับ แต่ในทางกลับกัน การลงทุนที่เลือกหุ้นผิดตัว เช่น การลงทุนในหุ้นเก็งกำไรที่ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว หรือหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในเชิงลบอย่างถาวร แม้ว่าผลตอบแทนของ SET จะแย่แล้วแต่นักลงทุนนั้นๆ อาจจะได้รับผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาดเสียอีก
ปี 2549 ที่ผ่านมานั้นมีปัจจัย 2 ตัวที่มีผลต่อการลงทุนสูง ปัจจัยแรกคือราคาน้ำมัน ปัจจัยที่ 2 คือการเมืองภายในประเทศ แต่สิ่งที่นักลงทุนได้เห็นแล้วก็คือ แม้ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไป 70-80 เหรียญ ก็ไม่ได้ส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจบ้านเราเท่าที่เคยคิดกันไว้ หลายคนคงตระหนักแล้วว่าราคาน้ำมันนั้นไม่น่ากลัวเรื่องปัจจัยการเมืองหรือนโยบายภาครัฐ ดังนั้นในปี 2550 นี้ปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันคงจะมีน้ำหนักน้อยลงหากราคาน้ำมันไม่ได้ปรับขึ้นสูงมากเกินไป แต่ปัจจัยที่มีน้ำหนักมาตั้งแต่ปี 2549 และมีน้ำหนักมากขึ้นในปี 2550 คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมือง ซึ่งรวมไปถึงนโยบายและมาตรการภาครัฐด้วย
ดังนั้นผมจึงมองว่าปีนี้คงเป็น “ ปีแห่งความยากลำบาก ” เนื่องจากตลาดหุ้นถูกครอบงำด้วยปัจจัยที่นักลงทุนไม่สามารถควบคุมและคาดการณ์ได้ ดัชนีตลาดหุ้นปีนี้ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยความตกต่ำกว่าปี 2549 เสมอไป แนวโน้มดัชนีอาจจะดีช่วงปลายปีก็เป็นไปได้ แต่ที่บอกว่าเป็นความยากลำบากก็เป็นเพราะว่าตลาดอาจจะมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้นหากเรามีการตอบสนองและการตัดสินใจไม่ดีอาจจะประสบความเสียหายได้ครับ
ผมคิดว่าการเลือกหุ้นลงทุนไม่ควรดูเพียงเฉพาะ p/e p/bv เป็นหลักแล้วเพราะตอนนี้หุ้นที่ p/e p/bv ต่ำจนมี margin of safety สูงๆ เหมือนในช่วงปี 2541-2545 คงจะไม่ค่อยมีเหลือแล้ว หุ้นบางตัวที่ยังมี p/e ต่ำๆ อยู่หลายๆ ตัวก็มีเหตุผลที่จะมี p/e ต่ำเช่นกัน เช่น เป็นหุ้นวัฎจักรที่อยู่ในช่วงขาขึ้น หรือเป็นหุ้นที่มีกำไรไม่แน่นอนประเภทกำไรปีขาดทุนปี หรือหุ้นประเภทกำไรดีแต่จ่ายปันผลน้อยมากและวันดีคืนดีก็นำเงินบริษัทไปทำอะไรแปลกๆ ฯลฯ การเลือกหุ้นในภาวะตลาดปัจจุบันที่ของดีราคาถูกเหลือไม่มากนั้นผมคิดว่าเราคงจะต้องดู trend ของโลกและ trend ของประเทศครับ
หากเรามองเศรษฐกิจโลกตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมไปถึงประเทศมหาอำนาจรองอย่างสเปน โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ ต่างสร้างความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจด้วยการค้าขาย ซึ่งการค้าขายระหว่างประเทศได้ขยายตัวมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันที่แนวโน้มการค้าเสรียังเป็นกระแสหลักของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อย่างประเทศไทยตอนนี้ภาคการส่งออกก็สูงถึง 60% ของ GDP แล้ว
การพัฒนาของการค้าระหว่างประเทศในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาเป็นผลจากการพัฒนาด้านการขนส่งและระบบ logistic ทั้งด้านการขนส่งทางเรือ อากาศและทางบก เช่น ท่าเรือ สนามบิน ขนาดของเรือขนส่ง การกระจายสินค้า ฯลฯ จึงทำให้ต้นทุนการนำเข้าและส่งออกเมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าแล้วมีต่ำลง การค้าระหว่างประเทศที่เติบโตได้รวดเร็วจึงอยู่ในพื้นฐานของการเคลื่อนย้ายสินค้า ( Product mobility ) อย่างเสรีและต้นทุนต่ำ
Trend ใหม่ที่กำลังเกิดในโลกในศตวรรษนี้คือ การเคลื่อนย้ายของ “ คน ” ที่มีต้นทุนต่ำลงและมีความสะดวกมากขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าค่าโดยสารเครื่องบินในปัจจุบันก็ไม่ได้มีราคาสูงกว่าเมื่อ 10-20 ปีก่อนมากนัก หรือในบางเส้นทางกลับมีราคาถูกลงด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาในประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมการบินซึ่งถูกกระตุ้นโดยการกำเนิดของสายการบินต้นทุนต่ำ ดังนั้นแนวโน้มดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปในอนาคตและทำให้ต้นทุนการเดินทางจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง หรือจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง มีราคาถูกลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับรายได้ของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นสังคมในโลกอนาคตจะไม่ใช่เพียงแค่ Product mobility แล้ว แต่จะเป็น People mobility มากขึ้นด้วย
อีก trend หนึ่งที่เกิดขึ้นมาประมาณ 10 ปีแล้วซึ่งเป็น trend ที่ทุกคนทราบกันดีคือการแพร่หลายของการใช้คอมพิวเตอร์และ internet ซึ่งผมคิดว่าจำนวนผู้ใช้ internet ในโลกนี้รวมถึงประเทศไทยจะไม่มีทางลดลงแต่จะมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกวันในโลกจะมีคนที่ตายลงไปและผมคิดว่ามากกว่า 2 ใน 3 จะเป็นผู้ใน internet และคอมพิวเตอร์ไม่เป็นแต่ในแต่ละวันจะมีเด็กอายุ 6-12 ขวบที่เริ่มใช้ internet เป็นเกิดขึ้น ผมไม่ได้ให้น้ำหนักของ internet ในด้าน e-commerce มากจนเกินไปครับโดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่ระบบไปรษณีย์และการ ชำระเงินทาง internet ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร แต่สิ่งที่ผมให้น้ำหนักคือ การที่ internet สามารถเป็นหน้าร้านหนึ่งสำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจแบบเดิมอยู่แล้ว เช่น internet สามารถทำให้ลูกค้าที่จะเข้าพักโรงแรมสามารถเข้าไปดูตัวอย่างห้องพักและความสวยงามได้ internet สามารถทำให้ลูกค้าทราบว่าบริษัทที่ขายบ้านมีโครงการอยู่ที่ไหนบ้างและสามารถเข้าไปดูแบบบ้านได้ รวมไปถึงการใช้ internet ในการติดต่อสื่อสารในช่องทางเดิม เช่น การใช้ internet ในการรับส่ง e-mail หรือกระทั่งแทนการคุยโทรศัพท์กัน
นอกจากนี้ internet ยังทำให้ข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ในโลกนี้ส่งผ่านได้อย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ที่เกิดในที่หนึ่งสามารถรับรู้ได้โดยคนทั่วกรุงเทพฯ ทั่วประเทศโดย internet สิ่งที่กำลังจะเกิดก็คือคนทั่วไปจะใช้เวลากับคอมพิวเตอร์มากขึ้นและอาจจะลดเวลาส่วนอื่นๆ เช่น การดูโทรทัศน์น้อยลง เป็นต้น
Trend อีกอย่างที่ผมคิดว่าสำคัญและได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปคือ ภาวะการขยายตัวของสังคมเมือง หรือ urbanization ประชากรในเมืองใหญ่ๆ จะมีแนวโน้มสูงขึ้นไปอีก เราได้ยินแต่ว่านักศึกษาที่มาจากต่างจังหวัดเมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้วก็มักจะหางานทำในกรุงเทพฯ และมักจะแต่งงานมีครอบครัวในกรุงเทพฯ แต่เราจะไม่ค่อยเห็นคนกรุงเทพฯ ไปหางานทำในต่างจังหวัดเท่าไหร่ ดังนั้นกรุงเทพฯ และปริมณทล จะเป็นเมืองที่มีประชากรถึง 20 ล้านคนภายในช่วงชีวิตของเราอย่างค่อนข้างแน่นอนครับ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องครับ
ผลของ Urbanization ทำให้ที่ดินในเมืองมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ราคาที่ดินต่างจังหวัดปรับตัวไม่มากนัก รูปแบบการอยู่อาศัยของคนกรุงเทพฯ จะเป็นอาคารสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และมีพื้นที่ภายในที่อยู่อาศัยเล็กลงจึงทำให้คนเมืองจะต้องไปพักผ่อน ออกกำลังกาย และหาความบันเทิงนอกบ้านกันมากขึ้น จึงไม่แปลกใจที่เมื่อถึงวันหยุด เราจะเห็นคนจำนวนมากตามศูนย์การค้า ซุปเปอร์สโตร์ โรงภาพยนตร์ ฟิตเนส หรือแหล่งพักผ่อนต่างๆ แม้ว่าจะมีระเบิดเกิดขึ้นเมื่อวันส่งท้ายปีเก่าที่ผ่านมาแต่ผมไม่คิดว่าคนเมืองจะลืมการไปศูนย์การค้าได้อย่างแน่นอนครับ นอกจากนี้การมีพื้นที่อยู่อาศัยน้อยลงก็เป็นข้อจำกัดในการทำครัว ซึ่ง trend การรับประทานอาหารนอกบ้านหรืออาหารพร้อมรับประทานก็น่าจะเติบโตได้ดีเช่นกันครับ
อีก trend ทีผมเห็นก็คือการขยายตัวของสังคมเมือง การมีรายได้ต่อหัวมากขึ้น คนชั้นกลางมีรายได้มากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุมากขึ้น แต่กลับมีความสุขเท่าเดิมหรือความทุกข์มากขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นคนชั้นกลางจะเริ่มหาความสุขมากขึ้น หรือพยายามหาสิ่งที่ทำให้ลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ บางกลุ่มก็หันไปเร่ง input ทางโลกมากขึ้น ทำให้ธุรกิจบันเทิงยามค่ำคืนขยายตัวอย่างรวดเร็ว บางกลุ่มก็พยายามหาความสุขที่แท้จริงหรือความสุขทางธรรม ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในร้านหนังสือทั่วไป หนังสือแนวธรรมะได้มียอดขายเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดและติดอันดับ 1 ใน 20 หนังสือขายดีไปเกือบครึ่ง ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิงหรือพักผ่อนหย่อนใจก็น่าจะไปได้ดีเช่นกัน
Trend อีกประเภทที่ผมคงจะพูดถึงหลายครั้งแล้วคือเรื่อง Aging Economy ซึ่งโลกเราจะเผชิญกับจำนวนผู้สูงอายุที่จะมีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลจากการเกิดของประชากรจำนวนมากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และอัตราการเกิดที่น้อยลงในช่วง 1-2 ทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้การพัฒนาด้านการแพทย์ก็ทำให้ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศและประเทศที่พัฒนาแล้วมีอายุขัยโดยเฉลี่ยที่สูงขึ้น
หากย้อนกลับมาที่ trend ของ People mobility นั้น ผมคิดว่าภาคการบริการบางอย่างที่เราเคยคิดว่าจะต้องผลิตเพื่อรองรับผู้บริโภคในประเทศเท่านั้น ภาคบริการซึ่งเดิมเคยจัดเป็นสินค้าที่เป็น non-tradable product คือไม่ค่อยจะสามารถหารายได้จากต่างประเทศได้มากนัก แต่ปัจจุบันกลับมีลูกค้าต่างชาติเดินทางเข้ามาใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรงแรม บริการทางการแพทย์ สปา สนามกอล์ฟ มหาวิทยาลัย ภัตตาคาร ฯลฯ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวถูกกระตุ้นด้วย internet ซึ่งทำให้ลูกค้าต่างประเทศสามารถรับรู้ข้อมูลด้านการบริหาร รวมไปถึงการเปรียบเทียบราคาระหว่างอัตราค่าบริการในประเทศของตนเองและประเทศอื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้น
ดังนั้น หากมองหลายๆ trend เข้าประกอบกัน ผมคิดว่าธุรกิจที่น่าสนใจในอนาคตสำหรับประเทศไทย หรือกลุ่มธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ที่น่าสนใจ ก็คงจะหนีไม่พ้นหุ้นประเภท โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์การค้า ค้าปลีก ร้านอาหาร สนามบิน หุ้นที่ทำบ้านจัดสรร รวมไปถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าหุ้นจะเป็นธุรกิจที่ดีและมีอนาคตดีอย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนคงจะต้องดู valuation ของหุ้นตัวนั้นๆ ด้วยครับ เพราะมันคงจะไม่มีประโยชน์มากนักที่เราจะซื้อหุ้นคุณภาพสูงที่ p/e สูงลิบลิ่ว ดังนั้นการที่ภาวะตลาดหุ้นในปี 2550 ซึ่งอาจจะซบเซาก็อาจจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่จะได้สะสมหุ้นที่เข้ากับ trend ของโลกในระยะยาวได้อีกครั้งหนึ่งครับ